สอวช. เดินเกม “ปลดล็อกกฎระเบียบ” พลิกโฉมผู้ประกอบการไทย สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร ดันธุรกิจนวัตกรรมสู่เวทีโลก
27 พฤษภาคม 2569 ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายด้าน ทั้งด้านเงินทุน บุคลากร ตลาด มาตรฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงกฎระเบียบที่ซับซ้อน กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทำให้ต้องติดต่อหลายช่องทาง มีขั้นตอนซ้ำซ้อน และอาจทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสหรือได้รับการสนับสนุนที่ไม่ต่อเนื่อง สำหรับการปลดล็อกกฎระเบียบ ในบริบทของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) คือ จึงเป็นการทำให้กฎหมายและกลไกภาครัฐเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี ลดช่องว่างระหว่างความเร็วของนวัตกรรมกับกระบวนการรัฐ เปลี่ยนบทบาทของกฎหมายจากข้อจำกัด เป็น ตัวเร่งนวัตกรรม โดยลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เปิดโอกาส และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทดลองและการเติบโตของธุรกิจ โดยยึดความต้องการของผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลาง
“บทบาทของ สอวช. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงนโยบาย เชื่อมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ เพื่อค้นหาจุดเชื่อมโยงในระบบนิเวศนวัตกรรม และออกแบบกลไกสนับสนุนให้ตรงจุด ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร เงินทุน มาตรฐาน และตลาด โดยเฉพาะการออกแบบนโยบายและมาตรการสำหรับช่วงรอยต่อจากงานวิจัยสู่ธุรกิจ และจาก Startup สู่ Scale-up” ดร.สิริพร กล่าว
ดร.สิริพร กล่าวอีกว่า กลไกสำคัญที่ สอวช. ร่วมผลักดัน ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือ TRIUP Act ที่เปิดให้ผู้รับทุนถือครองและนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง รวมถึงกลไก University Holding Company ที่เปิดทางให้มหาวิทยาลัยนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยจัดตั้ง Holding Company แล้ว 13 แห่ง มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท และร่วมลงทุนใน Startup และ Spin-off มากกว่า 110 บริษัท สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากงานวิจัยบนหิ้งสู่นวัตกรรมเชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
อีกตัวอย่างสำคัญคือการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ผ่านการพัฒนา “Positive List” หรือ บัญชีรายการกล่าวอ้างทางสุขภาพของสารสำคัญ (Health Claims) โดยนำองค์ความรู้และงานวิจัยที่มีอยู่แล้วเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ช่วยผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้าใหม่ และสื่อสารคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น ช่วยลดเวลา ลดต้นทุน และลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน
นอกจากนี้ สอวช. ยังส่งเสริมกลไก Reverse Pitching ให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้ตั้งโจทย์ธุรกิจจริง และเปิดให้ Startup พัฒนาแนวทางเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ โดยมีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยคัดเลือกและเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสการนำนวัตกรรมไปทดลองใช้จริงและต่อยอดเชิงธุรกิจ
ดร.สิริพร ระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาควบคู่กันคือมาตรการเชิง Demand-side เพื่อสร้างตลาดรองรับนวัตกรรม เช่น การใช้ภาครัฐเป็นผู้ซื้อรายแรก (First Buyer) การกำหนดระบบจัดซื้อจัดจ้างสำหรับสินค้านวัตกรรม การสนับสนุนการร่วมลงทุน (Co-investment) และกลไกการเงินใหม่ที่ผสานเงินรัฐและเอกชน เพื่อช่วยธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deep Tech ให้ข้ามช่วงความเสี่ยงและเติบโตได้
ในด้านการเชื่อมโยงข้อมูล สอวช. อยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 18 หน่วยงาน เพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีการสนับสนุนทางการเงิน อาจจะสามารถพัฒนาไปสู่ระบบ One-Stop Service ให้ผู้ประกอบการยื่นเรื่องเพียงครั้งเดียว และเชื่อมต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที พร้อมผลักดัน Innovation Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ในสภาพแวดล้อมจริง ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งหากไม่มีพื้นที่ทดลองที่ยืดหยุ่น อาจทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ยาก
ด้านการพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox เพื่อให้การจัดการศึกษายืดหยุ่นและเปิดให้ภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตร ควบคู่กับธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนด้านทุน มีการพัฒนา Matching Fund ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม
ดร.สิริพร กล่าวว่า ผู้ประกอบการควรมองระบบ อววน. เป็น “พาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่เพียงแหล่งทุน เพราะระบบนี้มีทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ อุทยานวิทยาศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุน เร่งการทดสอบผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการเติบโต โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่สร้างความแตกต่าง แทนการแข่งขันด้านราคา
ในเชิงผลลัพธ์ ประเทศไทยเริ่มเห็นความก้าวหน้าของเศรษฐกิจนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม จากการตั้งเป้าหมายของ สอวช. ในการสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม หรือ Innovation-driven Enterprise: IDE ที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ราย ปัจจุบันมีบริษัทที่ทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว 688 บริษัท สะท้อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับระยะ 3–5 ปีข้างหน้า สอวช. มุ่งยกระดับความคล่องตัวของกฎระเบียบ (Regulatory Agility) ให้รวดเร็ว ยืดหยุ่น และทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความเป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง ขณะที่แนวทางการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลกต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานสากล การพัฒนาข้อมูลตลาดเชิงลึก และการออกแบบมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ
“หากผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากระบบ อววน. ได้เต็มที่ และภาครัฐออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมได้ครบวงจร ตลอดเส้นทางธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มต้น ทดลอง ขยายผล ไปจนถึงการแข่งขันในตลาดโลก ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง” ดร.สิริพร กล่าวทิ้งท้าย





No comments:
Post a Comment