กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติชี้ ไทยต้องเร่งสร้างความสมานฉันท์ประชากรทุกวัย - BIZTHAI POST

BIZTHAI POST

The Thai Biz Website

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Wednesday, July 22, 2026

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติชี้ ไทยต้องเร่งสร้างความสมานฉันท์ประชากรทุกวัย


กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติชี้ ไทยต้องมีนโยบายสร้างความสมานฉันท์ระหว่างประชากรทุกวัยอย่างเร่งด่วน เพื่อเตรียมรับมือสู่อนาคตสังคมสูงวัยระดับสุดยอด

16 กรกฎาคม 2569 – ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างประชากรที่ท้าทายที่สุด กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNFPA Thailand) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเนื่องในวันประชากรโลก ประจำปี 2569 เพื่อรณรงค์และผลักดันวาระใหม่ด้านประชากรที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนตัวเลขทางประชากรศาสตร์เพียงอย่างเดียว หากแต่ให้ความสำคัญกับความหวัง สิทธิ ทางเลือก และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกช่วงวัย

งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เติมเต็มความหวังและความฝันของเยาวชน เพื่อวันนี้และอนาคต: เสริมพลังทุกวัย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ เครือข่ายเยาวชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน หน่วยงานสหประชาชาติ สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตประชากรของประเทศไทย

ในปัจจุบัน ภูมิทัศน์ด้านประชากรของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงต่ำกว่าระดับทดแทน และปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่า 1.0 ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่มั่นคงทางอาชีพ ความกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย ภาระการดูแลครอบครัวที่ยังไม่สมดุล ตลอดจนความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์และชีวิตครอบครัว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลท้าทายต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ระบบการดูแล และคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ ทางเลือก และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดร. จูลิตตา โอนาบันโจ ผู้อำนวยการ UNFPA ประจำประเทศไทย และผู้แทน UNFPA ประจำประเทศมาเลเซีย เน้นย้ำผ่านวิดีโอกล่าวเปิดงานเฉลิมฉลองวันประชากรโลกและเปิดตัวรายงานผลสำรวจอนาคตประชากร ประจำปี 2569 ถึงกรอบการดำเนินงานระดับสากลของ UNFPA ในด้านประชากรและการพัฒนา โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจาก “ความวิตกกังวลทางประชากร” ไปสู่การใช้ “ความรอบรู้และศักยภาพทางประชากร” ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการมองอนาคต เพื่อสร้างความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยดร. จูลิตตา ระบุว่า “บทบาทของนโยบายสาธารณะต้องก้าวข้ามตัวเลขการเกิดที่ลดลง แต่ต้องมุ่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการตัดสินใจอย่างมีอิสระและมีศักดิ์ศรี ผ่านข้อเสนอสี่ประการสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในอำนาจการตัดสินใจและสุขภาวะของเยาวชน การเสริมสร้างระบบสนับสนุนครอบครัวที่ครอบคลุมและลดภาระของผู้หญิง การเชื่อมโยงระหว่างวัย พร้อมการขับเคลื่อนนโยบายที่คุ้มครองสิทธิและทางเลือก มุ่งเน้นความเสมอภาค และครอบคลุมตลอดช่วงชีวิต”


นางสาวสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสํานักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจําประเทศไทย (UNFPA Thailand) กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติ แต่เป็นเรื่องของความหวัง ศักดิ์ศรี และโอกาส อัตราการเกิดที่ลดต่ำลงและการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ไม่ควรถูกพูดถึงเพียงในแง่ของจำนวนเด็กเกิดใหม่เท่านั้น เพราะเบื้องหลังแนวโน้มเหล่านี้คือชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่ที่กำลังตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษา การทำงาน ความสัมพันธ์ การสร้างครอบครัว และอนาคตของตนเอง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงมีความปรารถนาที่จะมีงานที่ดีมีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดี มีครอบครัว และมีอนาคตที่มั่นคง แต่ความปรารถนาเหล่านี้มักถูกจำกัดด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาระการดูแลที่ไม่เท่าเทียม การเข้าถึงบริการที่ยังมีข้อจำกัด และอุปสรรคทางสังคม”

“ความรับผิดชอบร่วมกันของเราคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตและอนาคตของตนเองได้อย่างมีข้อมูลรอบด้าน ซึ่งหมายถึงการลงทุนในนโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ การเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม ความเท่าเทียมทางเพศ สถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว ระบบการดูแลที่ครอบคลุม และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเยาวชน เมื่อคนรุ่นใหม่มีสิทธิ ทางเลือก และการสนับสนุน พวกเขาจะสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ และกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย” นางสาวสิริลักษณ์ กล่าว

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเสวนาในหัวข้อ “การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร กรอบการพัฒนาตลอดช่วงชีวิตและการเกื้อกูลระหว่างรุ่น” ซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านประชากรศาสตร์ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเยาวชน โดยมีหน่วยงานและองค์กรที่เข้าร่วม ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมนักประชากรไทย วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ThisAble.me และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย

โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานและองค์กรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรของประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ นโยบายสาธารณะ การศึกษา สุขภาพ ระบบการดูแล การส่งเสริมความครอบคลุม การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และภาวะผู้นำของเยาวชน

ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศไทยและภาคีเจ้าภาพร่วม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในการเตรียมสังคมให้พร้อมรับสังคมสูงวัย การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และความต้องการด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยต้องช่วยให้สังคมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายเป็นวิกฤต ในสังคมสูงวัย การศึกษาไม่ควรมีบทบาทเพียงการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับการทำงานเท่านั้น แต่ต้องเสริมสร้างศักยภาพของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างคนต่างรุ่น และเตรียมผู้คนให้สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมควบคู่ไปกับการธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับ UNFPA และภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันองค์ความรู้ การพูดคุยแลกเปลี่ยน และแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยอย่างจริงจัง”

กิจกรรมเนื่องในวันประชากรโลก ประจำปี 2569 ปิดท้ายด้วยข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยสร้างความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรผ่าน “แนวทางแบบทั้งสังคม” หรือ “whole-of-society approach” ซึ่งหมายถึงการลงทุนในคนรุ่นใหม่ การสนับสนุนครอบครัว การเสริมสร้างระบบการดูแล การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี การขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ การรับรองความครอบคลุมของคนพิการ และการสร้างบทบาทที่มีความหมายให้กับประชาชนทุกช่วงวัย

ทั้งนี้ UNFPA Thailand ยืนยันความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน เยาวชน และชุมชนในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรที่ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ ความครอบคลุม และข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ สารสำคัญของงานครั้งนี้ชัดเจนว่า อนาคตประชากรของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้คนทุกช่วงวัยสามารถดำรงชีวิตด้วยความหวัง ความมั่นคง ศักดิ์ศรี และทางเลือกที่แท้จริงได้หรือไม่

อนึ่งUNFPA คือหน่วยงานด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ของสหประชาชาติ โดยมีพันธกิจในการสร้างโลกที่ทุกการตั้งครรภ์เป็นไปด้วยความพร้อม ทุกการคลอดบุตรเกิดขึ้นอย่างปลอดภัย และเยาวชนทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ หลักการในการทำงานของ UNFPA คือ “สิทธิและทางเลือกสำหรับทุกคน”

No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad





Pages