นครพนม – ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพฤติกรรมเสี่ยงที่คุกคามเยาวชนในปัจจุบัน ตำบลหนองซน อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม ได้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบของการสร้างชุมชนปลอดภัย ผ่านการขับเคลื่อน “หนองซนโมเดล” ที่ใช้พลังความร่วมมือของชุมชนในการจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ร้านค้า ไปจนถึงการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน
จากปัญหาฝังราก สู่การเปลี่ยนแปลงของชุมชน
นายชลกานต์ วงศ์เข็มมา ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ในอดีตตำบลหนองซนเผชิญปัญหาวัฒนธรรมการดื่มสุราในงานบุญและงานศพที่ฝังรากลึก ส่งผลให้หลายครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายสูง เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เมื่อปี 2567 ตำบลหนองซนถือเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดงานศพปลอดเหล้า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับอำเภอ ทำให้มาตรการบางส่วนเริ่มผ่อนคลายลง
ในปี พ.ศ. 2562 มีการพัฒนาชุมชนสู้เหล้า สร้างแกนนำชุมชนในระดับหมู่บ้าน ขยายผลการทำงานให้ครอบคลุมทั้งการจัดงานศพปลอดเหล้า ปลอดการพนัน การจัดตั้งชมรมคนหัวใจเพชรปัจจุบัน มีหมู่บ้านต้นแบบที่ยังคงขับเคลื่อนงานศพปลอดเหล้า ปลอดการพนันอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ บ้านคำแม่นาง หมู่ที่ 2 บ้านสามแยก หมู่ที่ 4 และบ้านโนนสวาท หมู่ที่ 11 ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายแกนนำชุมชนคนสู้เหล้าที่ทำงานอย่างต่อเนื่องใน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคำแม่นาง บ้านสามแยก บ้านเทพนิมิต และบ้านโนนสวาท ซึ่งทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างค่านิยมใหม่และดูแลชุมชนให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยง
“หนองซนโมเดล” เปลี่ยนค่านิยม สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัย
นายชลกานต์ กล่าวต่อว่า แม้ในช่วงแรกการรณรงค์จะเผชิญแรงต้านจากความเชื่อเดิมที่มองว่า “งานศพต้องมีเหล้า” แต่ชุมชนได้ร่วมกันลุกขึ้นมาทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้น และเริ่มสร้างแนวทางใหม่ในการดูแลคนในพื้นที่ จากความร่วมมือของผู้นำชุมชน ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่าย จึงเกิดการขับเคลื่อน “หนองซนโมเดล” โดยเริ่มจากการผลักดัน “งานศพปลอดเหล้า” ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังในชุมชน ร้านค้า และสถานศึกษา เพื่อลดการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงของเด็กและเยาวชน ขณะเดียวกัน ชุมชนได้หันมาให้ความสำคัญกับการสร้าง “พื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อเป็นทางเลือกแทนพื้นที่เสี่ยง โดยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่าและพัฒนาศักยภาพของตนเอง
นางสุทิศา เหล่าธง คณะทำงานชุมชนสู้เหล้า ตำบลหนองซน กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือการมองเด็กและเยาวชนเป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ปัญหา” จึงเกิดการพัฒนากิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชน เช่น วงโปงลาง “คำแม่นางสืบสานตำนานศิลป์” กลุ่มเต้น Cover Dance กลุ่มจิตอาสา “มันปลา กล้าทำ” ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และการทำงานเป็นทีม ควบคู่กับการเรียนรู้โทษของเหล้า บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลให้เด็กหลายคนที่เคยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และพัฒนาตนเองจนกลายเป็นแกนนำกิจกรรมของชุมชน
เวทีแห่งโอกาส สร้างรายได้และความภาคภูมิใจ
เครือข่ายชุมชนยังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีต่าง ๆ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงความสามารถในงานสำคัญระดับจังหวัด อาทิ งานไหลเรือไฟและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสแสดงศักยภาพ สร้างรายได้ และได้รับการยอมรับจากสังคม หลายคนก้าวจากเด็กกลุ่มเสี่ยงสู่การเป็นแกนนำและต้นแบบของชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าการมอบโอกาสที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเยาวชนได้จริง
“ร้านค้าหัวใจเพชร” ด่านสำคัญในการปกป้องเด็ก
อีกหนึ่งกลไกสำคัญของหนองซนโมเดล คือเครือข่าย “ร้านค้าหัวใจเพชร” ที่ร่วมกันปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างเคร่งครัด นางสุพิน กลาดเกลื่อน เจ้าของร้านค้าชุมชนต้นแบบ กล่าวว่า แม้การงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระ วันสำคัญทางศาสนา และการปฏิเสธขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี อาจกระทบต่อรายได้บ้าง แต่ความปลอดภัยและอนาคตของเด็กในชุมชนมีคุณค่ามากกว่าผลกำไร
ปัจจุบันในตำบลหนองซนมีร้านค้าในตำบลฯ 84 แห่ง มีจำนวน 9 แห่งเช่น ไม่ขายให้เด็กและคนเมา,ไม่ขายเหล้าช่วงเข้าพรรษา,ไม่ขายเหล้าในวันพระใหญ่ เข้าร่วมเป็นร้านค้าหัวใจเพชร ทำหน้าที่เป็นด่านป้องกันสำคัญในการลดโอกาสการเข้าถึงเหล้า บุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงของเด็กและเยาวชน
บทเรียนสำคัญ: เด็กไม่ใช่ปัญหา แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต
นางสาวจันทรัช สารี นักจัดการชุมชนสุขภาวะ (สคล.อีสานตอนบน) กล่าวว่า บทเรียนสำคัญจากการทำงาน คือ การแก้ปัญหาเยาวชนไม่สามารถใช้เพียงมาตรการห้ามหรือควบคุม แต่ต้องสร้างโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต เมื่อเด็กได้รับการยอมรับ มีพื้นที่แสดงศักยภาพ และมีคนคอยสนับสนุน พวกเขาจะสามารถเลือกเส้นทางชีวิตที่ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงได้ด้วยตนเอง
“หนองซนโมเดล” จึงเป็นมากกว่าการรณรงค์งดเหล้าในงานศพ แต่เป็นตัวอย่างของการสร้าง “ระบบนิเวศชุมชนปลอดภัย” ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ร้านค้า และชุมชน จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับค
๐นรุ่นใหม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสร้างชุมชนปลอดภัยไม่ได้วัดจากจำนวนข้อห้ามที่เพิ่มขึ้น แต่เกิดจากจำนวนโอกาสดี ๆ ที่สังคมร่วมกันสร้างให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพและมีความหวังในอนาคต.



No comments:
Post a Comment