การเป็น “หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์” ของกรมการค้าภายในไม่ได้พิจารณาเพียงว่าในพื้นที่มีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์หรือไม่ แต่กำหนดองค์ประกอบในระดับชุมชน เพื่อให้เกิดระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การบริโภค การเพิ่มมูลค่า การตลาด ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อม
หลักเกณฑ์กำหนดว่า เกษตรกรไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในหมู่บ้าน ต้องทำการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ โดยเกษตรกรบางส่วนต้องได้รับมาตรฐานอย่างน้อย Organic Thailand หรือมาตรฐานอินทรีย์ในระดับสากล เช่น IFOAM, USDA, COR, EU และ JAS ขณะที่เกษตรกรส่วนที่เหลือต้องมีความตั้งใจปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเป็นเกษตรอินทรีย์ หรือมีใบรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น GAP หรือ PGS หรือมาตรฐานเทียบเคียงตามที่กรมฯ กำหนด
อีกข้อกำหนดคือเกษตรกรและชุมชนต้องมีการบริโภคผลผลิตที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชนของตนเอง และนำผลผลิตส่วนที่เหลือออกจำหน่าย แนวคิดนี้ทำให้ระบบอินทรีย์ไม่ได้มองเฉพาะตลาดภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการเกิดประโยชน์ภายในชุมชนด้วย
ด้านสินค้า หมู่บ้านต้องมีผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีมาตรฐาน สามารถเพิ่มมูลค่าและพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ ขณะที่ชุมชนต้องมีการบริหารจัดการระบบตลาดสินค้าอินทรีย์ภายในชุมชนของตนเอง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับความต้องการของผู้บริโภค
หลักเกณฑ์ยังให้ความสำคัญกับผู้นำหมู่บ้าน โดยผู้นำต้องมีทัศนคติและจิตอาสาในการทำเกษตรอินทรีย์ และให้ความร่วมมือต่อหน่วยงานราชการเพราะการรวมพลังของคนในพื้นที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้การเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ในด้านสิ่งแวดล้อม เกษตรกรในหมู่บ้านต้องร่วมมือกันรักษาระบบเชิงนิเวศและสภาพแวดล้อมของชุมชน ขณะเดียวกัน มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ มกอช. ครอบคลุมการผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก การขนส่ง และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ จึงสะท้อนว่าการทำสินค้าอินทรีย์ต้องมองทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เฉพาะขั้นตอนเพาะปลูก
เมื่อทุกองค์ประกอบทำงานร่วมกัน “หมู่บ้านอินทรีย์” จึงเป็นรูปแบบการพัฒนาชุมชนที่เชื่อมมาตรฐาน คุณภาพ ตลาด และการดูแลทรัพยากรเข้าด้วยกัน และเป็นฐานสำหรับการพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดที่หลากหลายมากขึ้น
การกำหนดองค์ประกอบด้านผู้นำและสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการทำให้การพัฒนามีฐานทางสังคมและทรัพยากรรองรับไปพร้อมกัน
ในมุมของผู้บริโภค หลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้คำว่า “สินค้าอินทรีย์จากชุมชน” มีบริบทให้ตรวจสอบได้ ทั้งเรื่องผู้ผลิต มาตรฐาน ระบบชุมชน และช่องทางตลาด ขณะที่ในมุมของชุมชน เกณฑ์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนการทำเกษตรรายแปลงให้กลายเป็นการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสินค้าและตลาดในระยะยาว


No comments:
Post a Comment